
พลังงานสะอาดได้เปลี่ยนบทบาทจากทางเลือกด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม มาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ภาคอุตสาหกรรมต้องการโซลูชันพลังงานสะอาดครบวงจร (End-to-End) ที่ไม่ใช่แค่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและเครือข่ายอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
มีการนำเทคโนโลยีใหม่ "แบตเตอรี่ความร้อน" (Heat Battery) มาใช้เป็นครั้งแรกในอาเซียน เพื่อกักเก็บพลังงานสะอาดในรูปความร้อนสูงสำหรับกระบวนการผลิต ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการควบคุมต้นทุน แต่รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว “อรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด (SCG Cleanergy) ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า แนวโน้มดังกล่าวทำให้พลังงานสะอาดไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทางเลือกเชิงสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น
“อรรถพงศ์” อธิบายว่า เทรนด์พลังงานสะอาดกำลัง ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ที่ต้องตอบโจทย์การใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในบริบทนี้ แผงโซลาร์ถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นของการผลิตไฟฟ้าสะอาดในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถติดตั้งใกล้แหล่งใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก และช่วยบริหารต้นทุนพลังงานในระยะยาว
“แต่ข้อจำกัดสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์คือการผลิตไฟฟ้าได้เพียง 4–5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้มองหาเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจัดเก็บ และการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นบริบทเดียวกับที่ SCG Cleanergy เข้ามาดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา”
พลังงานสะอาด End-to-End
ปัจจุบัน SCG Cleanergy ให้บริการแบบ "Total Solution" หรือ "End-to-End" โดยดูแลตั้งแต่การศึกษาความต้องการใช้ไฟฟ้า การออกแบบระบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ (ทั้งบนหลังคา พื้นดิน และผิวน้ำ) การลงทุนและพัฒนาโครงการให้ทั้งหมด รวมถึงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าและขายไฟฟ้าในระยะยาวประมาณ 15-20 ปี ซึ่งลูกค้าไม่ต้องดำเนินการเองและไม่มีภาระเรื่องการลงทุน
นอกจากนั้นบริษัทจึงพัฒนาโซลูชันเสริม ได้แก่ การใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เพื่อเก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้ใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด และการพัฒนา Smart Micro Grid เครือข่ายอัจฉริยะจัดการพลังงานสะอาด ช่วยเชื่อมโยงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างผู้ประกอบการบริหารจัดการผ่าน SCG Cleanergy Platform สำหรับกลุ่มโรงงานในพื้นที่เดียวกัน โดยใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงานและจัดสรรไฟฟ้าให้เกิดสมดุล ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้ว
เป้าหมายการเติบโต มากกว่า 3,000 เมกะวัตต์
“อรรถพงศ์” บอกว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ (Green Megawatt) เติบโตจากศูนย์จนแตะระดับ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม โดยมีกลุ่มลูกค้าสำคัญ ดังนี้
ภาคเอกชน: เน้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด
ภาครัฐ: ดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศ (PDP)
“สำหรับเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า SCG Cleanergy ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตให้ถึงมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชน”
นวัตกรรมแห่งอนาคต
“อรรถพงศ์” กล่าวว่า ล่าสุดเอสซีจีได้เข้าไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ Rondo Energy จากสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเทคโนโลยี Heat Battery มาใช้งานเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โรงงานปูนซีเมนต์ของเอสซีจี จังหวัดสระบุรี
โครงการนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ความร้อนสำหรับภาคอุตสาหกรรมมาใช้เป็นครั้งแรกในอาเซียน มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้พลังงานสะอาดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero
สำหรับ Heat Battery จะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสะอาดไว้ในรูปของความร้อน โดยใช้วัสดุพิเศษที่สามารถเก็บความร้อนได้สูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปผลิตไอน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพสูงถึง 97% และถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความร้อนในระดับสูง
นโยบายรัฐและเทรนด์โลก
“อรรถพงศ์” มองว่า นโยบายพลังงานของไทยมีความชัดเจน โดยเฉพาะแผน PDP ฉบับใหม่ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ในปี 2050 อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการเห็นความยืดหยุ่นของกฎระเบียบและการเปิดเสรีระบบไฟฟ้ามากขึ้น
ส่วนในระดับโลก ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์ผลิตพลังงาน ทำให้แต่ละประเทศต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดของตนเองมากขึ้น แม้จะมีนโยบายบางอย่างที่อาจกลับไปส่งเสริมฟอสซิลในระยะสั้น เช่น นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เชื่อว่าเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น เพราะทั่วโลกยังคงยึดมั่นในข้อตกลงมุ่งสู่ Net Zero อย่างต่อเนื่อง