พลังงานสะอาดเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมไทย จากต้นทุนสู่ความมั่นคงระยะยาว

05 กุมภาพันธ์ 2569
พลังงานสะอาดเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมไทย จากต้นทุนสู่ความมั่นคงระยะยาว

พลังงานสะอาดได้เปลี่ยนบทบาทจากทางเลือกด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม มาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ภาคอุตสาหกรรมต้องการโซลูชันพลังงานสะอาดครบวงจร (End-to-End) ที่ไม่ใช่แค่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและเครือข่ายอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มีการนำเทคโนโลยีใหม่ "แบตเตอรี่ความร้อน" (Heat Battery) มาใช้เป็นครั้งแรกในอาเซียน เพื่อกักเก็บพลังงานสะอาดในรูปความร้อนสูงสำหรับกระบวนการผลิต ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล

ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการควบคุมต้นทุน แต่รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว “อรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด (SCG Cleanergy) ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า แนวโน้มดังกล่าวทำให้พลังงานสะอาดไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทางเลือกเชิงสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น

“อรรถพงศ์” อธิบายว่า เทรนด์พลังงานสะอาดกำลัง ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ที่ต้องตอบโจทย์การใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในบริบทนี้ แผงโซลาร์ถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นของการผลิตไฟฟ้าสะอาดในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถติดตั้งใกล้แหล่งใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก และช่วยบริหารต้นทุนพลังงานในระยะยาว

“แต่ข้อจำกัดสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์คือการผลิตไฟฟ้าได้เพียง 4–5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้มองหาเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจัดเก็บ และการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นบริบทเดียวกับที่ SCG Cleanergy เข้ามาดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา”

พลังงานสะอาด End-to-End

ปัจจุบัน SCG Cleanergy ให้บริการแบบ "Total Solution" หรือ "End-to-End" โดยดูแลตั้งแต่การศึกษาความต้องการใช้ไฟฟ้า การออกแบบระบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ (ทั้งบนหลังคา พื้นดิน และผิวน้ำ) การลงทุนและพัฒนาโครงการให้ทั้งหมด รวมถึงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าและขายไฟฟ้าในระยะยาวประมาณ 15-20 ปี ซึ่งลูกค้าไม่ต้องดำเนินการเองและไม่มีภาระเรื่องการลงทุน

นอกจากนั้นบริษัทจึงพัฒนาโซลูชันเสริม ได้แก่ การใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เพื่อเก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้ใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด และการพัฒนา Smart Micro Grid เครือข่ายอัจฉริยะจัดการพลังงานสะอาด ช่วยเชื่อมโยงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างผู้ประกอบการบริหารจัดการผ่าน SCG Cleanergy Platform สำหรับกลุ่มโรงงานในพื้นที่เดียวกัน โดยใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงานและจัดสรรไฟฟ้าให้เกิดสมดุล ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้ว

เป้าหมายการเติบโต มากกว่า 3,000 เมกะวัตต์

“อรรถพงศ์” บอกว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ (Green Megawatt) เติบโตจากศูนย์จนแตะระดับ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม โดยมีกลุ่มลูกค้าสำคัญ ดังนี้

ภาคเอกชน: เน้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด

ภาครัฐ: ดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศ (PDP)

“สำหรับเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า SCG Cleanergy ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตให้ถึงมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชน”

นวัตกรรมแห่งอนาคต

“อรรถพงศ์” กล่าวว่า ล่าสุดเอสซีจีได้เข้าไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ Rondo Energy จากสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเทคโนโลยี Heat Battery มาใช้งานเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โรงงานปูนซีเมนต์ของเอสซีจี จังหวัดสระบุรี

โครงการนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ความร้อนสำหรับภาคอุตสาหกรรมมาใช้เป็นครั้งแรกในอาเซียน มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้พลังงานสะอาดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

สำหรับ Heat Battery จะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสะอาดไว้ในรูปของความร้อน โดยใช้วัสดุพิเศษที่สามารถเก็บความร้อนได้สูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปผลิตไอน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพสูงถึง 97% และถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความร้อนในระดับสูง

นโยบายรัฐและเทรนด์โลก

“อรรถพงศ์” มองว่า นโยบายพลังงานของไทยมีความชัดเจน โดยเฉพาะแผน PDP ฉบับใหม่ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ในปี 2050 อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการเห็นความยืดหยุ่นของกฎระเบียบและการเปิดเสรีระบบไฟฟ้ามากขึ้น

ส่วนในระดับโลก ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์ผลิตพลังงาน ทำให้แต่ละประเทศต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดของตนเองมากขึ้น แม้จะมีนโยบายบางอย่างที่อาจกลับไปส่งเสริมฟอสซิลในระยะสั้น เช่น นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เชื่อว่าเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น เพราะทั่วโลกยังคงยึดมั่นในข้อตกลงมุ่งสู่ Net Zero อย่างต่อเนื่อง


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.